วันจันทร์ที่ 6 กันยายน พ.ศ. 2553

Jean Jaques Rousseau


ฌอง-ฌาค รุสโซ (Jean Jaques Rousseau) 22 มิถุนายน พ.ศ. 2255 - 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2321 เป็นนักปรัชญา นักเขียน กทฤษฎีการเมือง และนักประพันธ์เพลง ที่ฝึกหัดด้วยตนเอง แห่งยุดแสงสว่าง
ปรัชญาของรุสโซ
คำสอนของเขาสอนให้คนหันกลับไปหาธรรมชาติ ( back to nature ) เป็นการยกย่องคุณค่าของคนว่า "ธรรมชาติของคนดีอยู่แล้วแต่สังคมทำให้คนไม่เสมอภาคกัน" เขาบอกว่า "เหตุผลมีประโยชน์ แต่มิใช่คำตอบของชีวิต ดังนั้นเราจึงต้องพึ่งความรู้สึก สัญชาตญาณและอารมณ์ของตัวเราเอง ให้มากกว่าเหตุผล"
ทฤษฎี "คนเถื่อนใจธรรม"
รุสโซเชื่อว่ามนุษย์นั้นเป็นคนดีโดยธรรมชาติ หรือเป็น "คนเถื่อนใจธรรม" (noble savage) เมื่ออยู่ในสภาวะธรรมชาติ แต่ถูกทำให้แปดเปื้อนโดยสังคม เขามองสังคมว่าเป็นสิ่งที่ถูกประดิษฐ์ขึ้น และเชื่อว่าการพัฒนาของสังคม โดยเฉพาะการเพิ่มขึ้นของการพึ่งพากันในสังคม เป็นสิ่งที่อันตรายต่อความเป็นอยู่ของมนุษย์
ความเรียงชื่อ "การบรรยาเกี่ยวกับศิลปะและวิทยาศาสตร์" (2293) ที่ได้รับรางวัลของเมืองได้อธิบายความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และศิลปศาสตร์นั้น ไม่เป็นประโยชน์กับมนุษย์ เขาได้เสนอว่าพัฒนาการของความรู้ทำให้รัฐบาลมีอำนาจมากขึ้น และทำลายเสรีภาพชของปัจเจกชน เขาสรุปว่าพัฒนาการเชิงวัตถุนั้น จะทำลายโอกาสของความเป็นเพื่อนที่จริงใจ โดยจะทำให้เกิดความอิจฉา ความกลัว และความระแวงสงสัย
งานชิ้นถัดมาของเขา "การบรรยายว่าด้วยความไม่เสมอภาค" ศึกษาเกี่ยวกับการพัฒนาและการทำลายของมนุษย์ ตั้งแต่ในสมัยโบราณ จนถึงสมัยใหม่ เขาเสนอว่ามนุษย์ในยุคแรกสุดนั้นเป็นมนุษย์ครึ่งลิงและอยู่แยกกัน มนุษย์แตกต่างจากสัตว์เนื่องจากมีความต้องการอิสระ (free will) และเป็นสิ่งที่สามารถแสวงหาความสมบูรณ์แบบได้ เขายังได้กลาวว่ามนุษย์ยุคบุคเบิกนี้มีความต้องการพื้นฐาน ที่จะดูแลรักษาตนเองและมีความรู้สึกห่วงหาอาทรหรือความสงสาร เมื่อมนุษย์ถูกบังคับให้ต้องมีความสัมพันธ์กันมากขึ้น เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของประชากร จึงได้ปรัลเปลี่ยนทางด้านจิตวิทยา และได้เริ่มให้ความสำคัญกับความคิดเห็นของคนอื่นๆ ว่าเป็นสิ่งสำคัญต่อการมีชีวิตที่ดีต่อตนเอง รุสโซได้เรียกความรู้สึกใหม่นี้ ว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการผลิบานของมนุษย์

วันศุกร์ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2553

12 วิชาเลือกของเด็กนอก ที่เด็กไทยต้องร้องว้าววว !

Yearbook Production (การทำหนังสือรุ่น)


วิชานี้คือการสอนขั้นตอนการทำหนังสือรุ่น โดยจะได้เรียนการทำแบบละเอียดสุดๆ ตั้งแต่การเก็บข้อมูลจากเพื่อนๆ การจัดหน้าหนังสือ การออกแบบกราฟฟิค การส่งเข้าโรงพิมพ์ การพิสูจน์อักษร

Photography (การถ่ายภาพ)

การเรียนถ่ายภาพที่ไฮสคูล เค้าเรียนกันตั้งแต่ม.ต้นเลย การเรียนของเค้ามีถึงขั้นการไปออกทริป ส่งประกวดระดับโรงเรียนระดับเขต คนที่สนใจเรียนก็ต้องมีกล้องเป็นของตัวเองสะก่อน จะกล้องแบบไหนก็ได้ เพราะการเรียนภาพถ่ายระดับไฮสคูล เค้าจะสอนกันในระบบเบื้องต้น + มุมมองการถ่ายภาพมากกว่า

Cosmetology (เครื่องสำอางศึกษา)

ชื่อวิชานี้ก็มาจากคอสเมติกซึ่งแปลว่า เครื่องสำอาง นั้นเเหละ แต่ไม่ได้หมายถึงการผลิตเครื่องสำอางออกมาขายนะ แต่ระดับไฮสคูล จะสอนเกี่ยวกับการผสมง่ายๆในเครื่องสำอางที่เราพบเจอกันบ่อยๆ และดูว่าส่วนผสมไหนเหมาะกับผิวไหน เพื่อจะได้ใช้เครื่องสำอางที่เหมาะสม


Orchestra (ออเครสตร้า)

เหมาะกับคนใจรักเสียงดนตรีที่อยากจะเปล่งเสียงออกมา ซึ่งอันนี้อาจจะเป็นข้อได้เปรียบของประเทศตะวันตกที่เค้ามีบุคลากรที่ชำนาญด้านวงออเครสตร้าเป็นจำนวนมาก ดังนั้นการที่จะหาอาจารย์มาสอนออเครสตร้าของไทยยังมีไม่มากนักและลำบากด้วย


Animal care (การดูแลสัตว์)

ซึ่งส่วนมากจะหมายถึงสัตว์พวกหมา แมว กระรอก หรืออะไรที่เราเลี้ยงได้ เพราะคนส่วนมากชอบเลี้ยงสัตว์กันแต่ก็ดูแลสัตว์กันผิดๆ ดังนั้น จึงเหมาะกับคนที่รักสัตว์และพร้อมที่จะเรียนรู้วิธีการดูแลพวกเขาอย่างถูกวิธี

World Literature (วรรณกรรมโลก)

ในวิชานี้จะได้เรียนกับวรรณกรรมชื่อดังของโลกมากมายหลายประเทศ เช่น Napoleon and Josephine, Romeo and Juliet, Pinocchio พร้อมทั้งเรียนรู้ประวัติของผู้ประพันธ์และวิเคราะห์วรรณกรรมอย่างง่ายๆ

Anatomy (กายวิภาคศาสตร์)

เป็นวิชาสุดมันของนิสิตนักศึกษาแพทย์ศาสตร์ ที่เมืองนอกจะเรียนกันตั้งแต่ไฮสคูล ซึ่งจะแยกวิชานี้ออกเป็นวิชาโดดๆ ต่างจากบ้านเราที่จะไปรวมกันในคาบของวิชาชีววิทยาที่ผ่าหัวใจหมู ... ซึ่งการผ่าเนี่ย จะผ่ากันแบบอลังการมาก เช่น ผ่าซากปลาโลมา ผ่าซากแมว ซึ่งทางโรงเรียนจะมีซากพวกนี้มาใหเราเรียนกัน

Child Service (การดูแลเด็ก)

วิชานี้เหมาะกับคนที่รักเด็กและใจเย็น เพราะจะได้ลองเลี้ยงเด็กกันจริงจังมาก ตอนแรกอาจจะเป็นลูกของครูในโรงเรียนนี้แหละ แต่พอเริ่มเก่งแล้ว อาจจะออกไปตามสถานที่เลี้ยงเด็กต่างๆ เพื่อลองเป็นพี่เลี้ยงเด็กกันจริงๆ

Theatre (การละคร)

เน้นหลักๆที่การแสดงละครเวที ใครถนัดอะไรก็เลือกได้เลย พระเอก พระรอง นางเอก นางรอง นางร้าย ฯลฯ ซึ่งใครมีแววก็จะได้เล่นในงานต่างๆของโรงเรียน ซึ่งสนุกกันมากเพราะเด็กฝรั่งกล้าแสดงออก เล่นที่สุดเหวี่ยง อินได้อีก

Graphic Design (กราฟฟิคดีไซน์)

เป็นวิชาที่น่าสนใจและน่าเรียนมาก เพราะไฮเทคและอินเตอร์สุดๆ แถมยังเก็บเป็นพอร์มฟอลิโอไว้สมัครเข้ามหาวิทยาลัยได้ด้วย โดยจะเริ่มสอนตั้งแต่โปรแกรมพื้นฐาน Photoshop ไปยัง Illustrator, Maya 3D ซึ่งในเมืองไทยบางโรงเรียนก็มีเปิดสอนแล้ว ถือว่าเป็นประโยชน์กับตัวเอง

Tourism (การท่องเที่ยว)

วิชาที่แสนจะน่าสนใจมาก และหลายคนก็อยากเรียน แต่ไม่ได้มีเฉพาะเที่ยวอย่างเดียว เพราะมันมีมากกว่านั้นและยากกว่านั้น การที่จะเป็นไกด์จะต้องรู้ครอบคลุมจักรวาลเกี่ยวกับการท่องเที่ยว


Sign Language (ภาษามือ)


จะได้เรียนรู้การใช้ภาษามือสื่อสารเป็นคำๆและเป็นประโยคง่ายๆ วิชานี้เป็นวิชาที่ฮิตมากๆ เพราะถือว่าเป็นวิชาที่แปลกใหม่ เรียนแล้วได้ประสบการณ์เพียบ แถมยัมีโรงเรียนที่เปิดสอนวิชานี้เยอะมาก

วันพฤหัสบดีที่ 12 สิงหาคม พ.ศ. 2553

จังหวัด บึงกาฬ




จังหวัดที่ 77 ของประเทศไทย

จังหวัดบึงกาฬ เป็นจังหวัดที่มีการร้องขอให้จัดตั้งขึ้น เมื่อปี พ.ศ. 2537 ตามข้อเสนอของนายสุเมธ พรมพันห่าว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเสรีธรรม จังหวัดหนองคาย โดยแยกพื้นที่อำเภอบึงกาฬ อำเภอปากคาด อำเภอโซ่พิสัย อำเภอพรเจริญ อำเภอเซกา อำเภอบึงโขงหลง อำเภอศรีวิไล และอำเภอบุ่งคล้า ออกจากจังหวัดหนองคาย
จากการสำรวจความเห็นของประชาชน จำนวน 366,903 คน ปรากฏว่าประชาชนเห็นด้วยกับการจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬ ร้อยละ 98.83 หากมีการจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬ จะมีประชากรประมาณ 399,233 คน ประกอบด้วย 8 อำเภอ ส่วนจังหวัดหนองคาย จะประกอบด้วย 9 อำเภอ ประชากร 506,343 คน




สภาพทั่วไปบึงกาฬ เป็นอำเภอที่มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง มีน้ำตก มีภูเขา เป็นอำเภอที่มีเขตพื้นที่ติดต่อกับแม่น้ำโขง และแขวงบริคำไชย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว

ผลการพิจารณาเมื่อปี พ.ศ. 2537 กระทรวงมหาดไทย ได้แจ้งผลการพิจารณาว่ายังไม่มีแผนที่จะยกฐานะอำเภอบึงกาฬขึ้นเป็นจังหวัด เพราะการจัดตั้งจังหวัดใหม่เป็นการเพิ่มภาระด้านงบประมาณ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มกำลังคนภาครัฐซึ่งขัดมติคณะรัฐมนตรี
ต่อมาในปี พ.ศ. 2553 กระทรวงมหาดไทย ได้นำเรื่องการจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬ เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี เพื่อเสนอเป็นร่างพระราชบัญญัติจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬ พ.ศ. ...
ต่อมาในวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553 คณะรัฐมนตรีก็มีมติให้ทำการจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬขึ้นซึ่งมีผลนับตั้งแต่นี้เป็นต้นไป จึงนับได้ว่าขณะนี้จังหวัดบึงกาฬได้แยกตัวออกจากจังหวัดหนองคายเป็นจังหวัดที่ 77 ในราชอาณาจักรไทย

อำเภอเมืองบึงกาฬ
อำเภอเมืองบึงกาฬ เป็นอำเภอหนึ่งของจังหวัดบึงกาฬ มีสถานที่ท่องเที่ยวหลายแห่ง มีน้ำตก มีภูเขา เป็นอำเภอที่มีเขตพื้นที่ติดกับแม่น้ำโขง และอีกฝั่งตรงข้ามแม่น้ำโขงจะเป็นประเทศเพื่อนบ้าน (ลาว) มีการคมนาคมสะดวก

ประวัติเดิมอำเภอบึงกาฬมีชื่อเดิมว่า ไชยบุรีซึ่งขึ้นกับจังหวัดนครพนม จนกระทั่งปี พ.ศ. 2460 ได้ถูกโอนย้ายให้ขึ้นต่อจังหวัดหนองคาย และถูกเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น บึงกาฬ ในปี พ.ศ. 2482
ต่อมา ในปี พ.ศ. 2537 ได้มีการร้องขอให้จัดตั้งเป็นจังหวัดบึงกาฬ ตามข้อเสนอของนายสุเมธ พรมพันห่าว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเสรีธรรม จังหวัดหนองคาย โดยแยกพื้นที่อำเภอบึงกาฬ อำเภอปากคาด อำเภอโซ่พิสัย อำเภอพรเจริญ อำเภอเซกา อำเภอบึงโขงหลง อำเภอศรีวิไล และอำเภอบุ่งคล้า ออกจากจังหวัดหนองคาย แต่กระทรวงมหาดไทย ยังไม่มีแผนที่จะยกฐานะอำเภอบึงกาฬขึ้นเป็นจังหวัด เพราะการจัดตั้งจังหวัดใหม่เป็นการเพิ่มภาระด้านงบประมาณ อีกทั้งยังเป็นการเพิ่มกำลังคนภาครัฐซึ่งขัดมติคณะรัฐมนตรี
จนกระทั่ง เมื่อวันที่ 7 พฤษภาคม 2553 ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายเทวฤทธิ์ นิกรเทศ ส.ส.ส่วน พรรคกิจสังคมได้ตั้งกระทู้ถามสดต่อนายกรัฐมนตรี เรื่องการจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬ และทางกระทรวงมหาดไทยเห็นด้วย กำลังอยู่ในกระบวนการนำเข้าเสนอต่อที่ประชุม ครม. เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ก่อนส่งเรื่องเข้ามาสู่สภาผู้แทนราษฎร เพื่อเสนอเป็นกฎหมายพ.ร.บ.จัดตั้งจังหวัดบึงกาฬ ต่อไป
ต่อมาในวันที่ 3 สิงหาคม พ.ศ. 2553 คณะรัฐมนตรีก็มีมติให้ทำการจัดตั้งจังหวัดบึงกาฬขึ้นซึ่งมีผลนับตั้งแต่นี้ เป็นต้นไป จึงทำให้อำเภอบึงกาฬ ได้รับการยกฐานะเป็นอำเภอเมืองบึงกาฬ

วันพฤหัสบดีที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2553

คณะแปลกๆ ที่(แทบ)ไม่มีสอนในเมืองไทย

Suicide Prevention (การป้องกันระวังการอัตวินิบาตกรรม)


เนื้อหาสอนถึงการแยกแยะชนิดและประเภทของพฤติกรรมการอัตวินิบาตกรรมหรือการฆ่าตัวตาย โดยใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์และวิจัยเพื่อค้นหาพฤติกรรมการฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้น นอกจากนี้ยังศึกษาลึกลงไปยังเชื้อชาติและวัฒนธรรมต่างๆ ที่อาจเป็นปัจจัยต่อการฆ่าตัวตาย เพื่อหาทางป้องกันและลดปัญหาการฆ่าตัวตายที่เกิดขึ้นในสังคมใครสงสัยว่าทำไมคนญี่ปุ่นเกาหลีเค้าถึงมีสถิติการฆ่าตัวตายกันเยอะ(มาก) สาขานี้น่าจะตอบโจทย์ได้อย่างแน่นอน และน้องๆ อาจจะมีโอกาสได้ช่วยเหลือชีวิตคนที่คิดจะฆ่าตัวตายได้อีกมาก

Motorsport Engineering (วิศวกรรมรถแข่ง)


เนื้อหาเกี่ยวกับการผลิตรถแข่งในทุกๆ โครงสร้างขั้นตอน รวมไปถึงศึกษาวงการธุรกิจรถแข่ง เพื่อพัฒนารถแข่งที่มีประสิทธิภาพ ทนทาน และมีอายุการใช้งานได้ยาวนาน วิชาที่ต้องเรียน เช่น การจัดการทีมรถแข่ง การทดสอบเครื่องยนต์ การออกแบบรถแข่ง กฏหมายการแข่งขัน กลศาสตร์ที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของอากาศและก๊าซ ใครหลงใหลในความเร็วและมันส์ของรถแข่ง และอยากจะเปลี่ยนความหลงใหลให้เป็นประโยชน์ล่ะก็ น่าจะมาลองเรียนด้านนี้มากๆ

Artificial Intelligence (ปัญญาประดิษฐ์)


เนื้อหาสอนเกี่ยวกับการพัฒนาและความเข้าใจต่อกระบวนการของความ ฉลาดที่เกิดขึ้นหรือกระบวนการเชาวน์ปัญญาของมนุษย์ เป็นสาขาหนึ่งใน ด้านวิทยาการคอมพิวเตอร์ และวิศวกรรมเป็นหลัก แต่ยังรวมถึงศาตร์ใน ด้านอื่นๆ อย่างจิตวิทยา ปรัชญา หรือชีววิทยา ซึ่งสาขาปัญญาประดิษฐ์ เป็นการเรียนรู้เกี่ยวกับกระบวนการการคิด การกระทำ การให้เหตุผล การ ปรับตัว หรือการอนุมาน และการทำงานของสมอง ใครอยากรู้ว่าสมอง มนุษย์ทำงานยังไง ทำไมคนนึงถึงฉลาดกว่าอีกคน ทำไมคนนั้นถึงเป็น อัจฉริยะ สาขานี้มีคำตอบชัวร์ (แอบได้ยินมาว่าที่ไทยก็เริ่มมีสอนแล้ว)


Women's Studies (สตรีเพศศึกษา)



ในต่างประเทศ สาขานี้เป็นสาขาที่บูมมากๆ อาจเพราะว่ามีการลุกฮือของกลุ่มสตรีต่างๆ เพื่อเรียกร้องสิทธินั่นนี่มากมาย ซึ่งเมืองไทยบ้านเรายังไม่ค่อยมีอะไรอย่างนั้น จึงทำให้สาขาวิชาสตรีเพศศึกษายังไม่เป็นที่รู้จักในบ้านเราเท่าไร (จริงๆ ก็มีตามคณะรัฐศาสตร์ แต่ก็จะเรียนเป็นวิชาแค่ตัวเดียวเท่านั้น ไม่ได้เจาะลงลึกเท่าไร) ซึ่งเนื้อหาก็จะเกี่ยวกับการเมือง สังคม ประวัติศาสตร์ ทัศนคติต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับผู้หญิงหรือสตรีเพศ เรียนรู้ความแตกต่างระหว่างเพศชายและเพศหญิงในด้านศักยภาพและความต้องการที่แตกต่างกัน ใครมีความคิดอยากให้สิทธิและบทบาทของหญิงไทยเท่าเทียมผู้ชายล่ะก็ ห้ามพลาดเรียนด้านนี้เด็ดขาด


Occupational Therapy (อาชีวะบำบัด)



อาชีวบำบัดเป็นสาขาหนึ่งที่เกี่ยวข้องในงานฟื้นฟูสมรรถภาพ มองเผินๆ อาจจะเหมือนกายภาพบำบัด แต่เปล่าเลยค่ะ กายภาพบำบัดจะช่วยบำบัด ให้ผู้ป่วยกลับมามีสุขภาพที่ดีขึ้นและใช้ชีวิตได้ตามปกติ แต่อาชีวบำบัด จะเน้นที่การสอนหรือฝึกหัดการใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือต่างๆ เพื่อให้ผู้ ป่วยเหล่านั้น ซึ่งส่วนมากจะเป็นผู้ป่วยโรคจิต โรคประสาท ปัญญาอ่อน พิการ หรือติดยาเสพติด นำเครื่องมือต่างๆ มาใช้ทำกิจกรรมที่นำ ไปสู่การประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้ นอกจากนี้คนที่เรียนอาชีวบำบัด ก็ต้องสามารถดูแลและควบคุมพฤติกรรมผู้ป่วยร่วมกับแพทย์ได้ด้วย ใครที่อยากช่วยเหลือคนที่(เหมือนจะ)ด้อยโอกาสทางสังคม ให้เค้า สามารถดูแลตัวเองและสร้างประโยชน์ให้แก่สังคมได้ ควรเรียนสาขานี้ อย่างมาก


Theology (เทววิทยา)




การศึกษาเกี่ยวกับคำสอนทางศาสนา โดยเฉพาะการศึกษาเกี่ยวกับพระเจ้าและความสัมพันธ์ระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์และกับโลก วิชาที่ต้องเรียนได้แก่ ภาษาบาลี ปรัชญา คัมภีร์ไบเบิ้ลฮิบรู ภาษาอะราบิคแบบคลาสสิค เป็นต้น สถาบันดังๆ ระดับโลกล้วนแต่มีสอนวิชานี้ทั้งนั้น เช่น มหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นสถาบันที่มีสอนสาขาเทววิทยาที่ใหญ่ที่สุดในอังกฤษ รวมถึงมีทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษาต่างชาติที่สนใจอยากศึกษาด้านนี้เยอะแยะมากมายเลยล่ะ ใครสนใจด้านพระเจ้าและอยากจะศึกษาให้ลึกลงไป สาขานี้นับว่าน่าสนใจมากทีเดียวค่ะ เพราะในเมืองไทยส่วนมากจะเป็นพวกศาสนศึกษาซึ่งจะเน้นที่เรื่องของศาสนา ต่างกับเทววิทยาตรงที่เทววิทยาจะเน้นที่ตัวมนุษย์กับพระเจ้ามากกว่า



Meteorology (อุตุนิยมวิทยา)




หรือศึกษาเกี่ยวกับการพยากรณ์อากาศ การเปลี่ยนแปลงของอากาศ มลพิษที่มีในชั้นบรรยากาศ สังเกตปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ ซึ่งใครอยากเรียนด้านนี้ต้องถนัดเลขกับฟิสิกส์ด้วยนะคะ เพราะต้องใช้ในการเรียนมากทีเดียว ดังนั้นใครที่อยากเป็นนักพยากรณ์อากาศ นักอุตุนิยมวิทยา ที่จะได้ช่วยเหลือคนจำนวนมากให้รู้ถึงสภาพอากาศล่วงหน้า และสามารถเตรียมรับมือกับอากาศ (ที่อาจจะร้ายแรงได้ทุกเมื่อ) ได้ทันควัน รีบมาเรียนด้านนี้กันด่วนเลยค่ะ เพราะได้ใช้ประโยชน์จริงแน่ๆ และที่สำคัญที่สุด ขอบอกว่าอาชีพนักอุตุนิยมวิทยาเนี่ยไม่ได้สำคัญแค่ในระดับประเทศนะคะ แต่สำคัญระดับโลกและจักรวาล



วันพุธที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2553

วินเซนต์ แวน โก๊ะ (Vincent Van Gogh )


วินเซนต์ แวน โก๊ะ ถูกยกย่องให้เป็นจิตรกรชาวดัชท์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ถึงแม้ว่าชื่อเสียง ของเขาเพิ่งจะมาโด่งดังเอาในช่วง 3 ปีสุดท้ายของชีวิตการเป็นจิตรกรตลอด 10 ปี ก็ตาม แต่เขาก็ได้สร้างอิทธิพลต่อ ศิลปะแบบอิมเพรสเช่นนิสท์ แบบโมเดินท์ อารต์ เอาไว้มากมาย สร้างผลงานภาพเขียนสีน้ำมันกว่า 800 ภาพ และภาพวาดอีกกว่า 700 ภาพ ซึ่งตลอดชีวิตของเขานั้นมีเพียงภาพเดียวที่ขายได้ ความเจ็บป่วยทางสมอง และจิตใจของ แวน โก๊ะนั้นแสดงออกมาทางภาพที่เขาเขียน ด้วยการใช้สีอันร้อนแรง การปัดพู่กันแบบหยาบๆ และรูปแบบของลายเส้นที่ใช้จนในที่สุดก็ได้ผลักดันให้เขา จบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตาย

วินเซนต์ แวน โก๊ะ เกิดเมื่อวันที่ 30 มีนาคม ปี ค.ศ. 1853 ที่ซันเดิรท์ ย่านบราแบรนท์ ในประเทศเนเธอร์แลนด์ วินเซนต์เป็นบุตรชายคนโต บิดาเป็นนักบวชนิกาย โปรแตสแตนท์ เมื่อแวนโก๊ะอายุได้ 16 ปี เขาได้ไปฝึกงานขายภาพศิลปะที่ฮูเก้นท์ เขาทำงานขายภาพทั้งในลอนดอน และปารีสไปจนกระทั่งถึงปีค.ศ. 1876

ผลงานของเขา

Starry Night Over The Rhone

วินเซนต์ แวน โก๊ะ ได้ใช้เวลาเกือบหนึ่งปีเต็มในการเขียนรูป " Starry Night " ขึ้นมาภาพนี้ได้ แสดงถึงภาพของดวงดาวที่ส่องแสงเจิดจรัสท่ามกลางความมืดมิดในยามค่ำคืน เพื่ออวดรัศมีแข่งกับแสงสว่างอันจอมปลอมที่ส่องจากตึกรามบ้านช่องบนริมฝั่งของแม่น้ำ ภาพของหนุ่มสาวที่เดินเคียงคู่กันในด้านหน้าของภาพนั้นคล้ายกับภาพของคู่หนุ่มสาวในภาพ " Landscape with Couple Walking and Crescent Moon " ภาพทั้งสองภาพนี้ วินเซนต์ได้เขียนรูปชายที่เดินเคียงข้างหญิงสาวผู้นั้น แทนตัวของเขาเอง โดยสามารถสังเกตได้จากผมของชายในภาพซึ่งเป็นสีแดงเหมือนกับผมของตัวเขาแต่ต่างกันที่ในชีวิต จริงของวินเซนต์แล้ว เขาหาได้มีหญิงสาวใดมาเดินเคียงข้างเขาไม่

The Starry Night

ภาพวาดสีน้ำมันบนพื้นผ้าใบ สถานที่แสดง Modern Art เมืองนิวยอร์ก
วินเซนต์ได้กล่าวถึงภาพ " Starry Night " นี้ว่า "ฉันกำลังประสบกับปัญหาอย่างมากใน การเขียนภาพของยามค่ำคืน ถ้าพูดให้ถูกแล้วก็คือ การถ่ายถอดภาพลงบนผืนผ้าในเวลากลางคืนก็ได้ " ภาพของแสงสีในยามค่ำคืนนั้น เป็นภาพที่เขาใฝ่ฝันอยากเขียนขึ้นและความฝันของเขาก็ได้กลายมาเป็นความจริง เมื่อเขาตัดสินใจย้ายมา อยู่ที่เมืองอาเรส ในเดือนกุมภาพันธ์ของปี ค.ศ. 1888 ในจดหมายเขาได้กล่าวไว้ว่า " ในชีวิตของจิตกรแล้ว ความตายอาจไม่ใช่ความยากลำบากที่สุดในชีวิต ฉันสามารถพูดได้ว่า ฉันไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมันเลย แต่เมื่อฉันได้มองดูดวงดาวแล้ว ฉันก็เริ่มนึกคิดจุดดำมืดที่แสดง ถึงภาพของเมือง และหมู่บ้านในแผนที่ ทำให้ฉันคิดว่าทำไมมนุษย์เราถึงได้ให้ความสำคัญของ จุดดำมืดที่อยู่บนแผนที่ของฝรั่งเศษ มากไปกว่า แสงสว่างอันแท้จริงที่ส่องตรงมาจากสวรรค์ มันก็คงเหมือนกับการที่เราเลือกไป รถไฟเพื่อจะไปยังทาราสคอน หรือโรน หรือเราจะเลือก เอาความตายเพื่อจะไปให้ถึงดวงดาวบนฟ้านั่น "


Vincent’s Bedroom
ตั้งแต่วินเซนต์ได้ทราบข่าวจากโกแกง ว่าเขาจะเดินทางมาร่วมกับ วินเซนต์ที่บ้านสีเหลืองนี้ วินเซนต์ก็ได้จัดเตรียมทุกอย่างเพื่อคอย การมาของเพื่อนของเขา เขาตกแต่งบ้านเสียใหม่โดยเขียนภาพอีก หลายภาพขึ้นเพื่อใช้ตกแต่งฝาผนัง และห้องนอนของโกแกง ภาพห้องนอนของวินเซนต์นี้ เมื่อตอนที่เขาอยู่ที่เซนต์เรมี ได้สร้างภาพจำลองขึ้น อีกสองภาพจากภาพต้นฉบับจริงที่เขาเขียนขึ้นเมื่อเดือนตุลาคมของ ปี ค.ศ.1888 ในขณะที่เขากำลังรอคอยให้โกแกงมาพักอยู่ด้วย วินเซนต์ได้ยกย่องให้ภาพนี้เป็นหนึ่ง ในภาพที่ดีที่สุดของเขา โดยได้เขียนบรรยายไว้ในจดหมายถึง ธีโอพี่ชายของเขาว่า " ถ้าจะให้พูดถึงภาพนี้แล้ว การได้มองดูภาพนี้ก็เปรียบเสมือนการได้พักผ่อนสมอง และปลดปล่อยจินตนาการให้เพ้อฝันไกลออกไป " ภาพห้องนอนของวินเซนต์ได้กลายมา เป็นภาพที่มีชื่อเสียงในทางศิลปะ ความเรียบง่ายของภาพ แสดงให้เห็นถึง ครรลองของชีวิตที่สมถะ และเรียบง่าย หรือในอีกแง่หนึ่ง อาจกล่าวได้ว่า ภาพนี้ได้แสดงถึงมุมมองของ ศิลปินในยุคโรแมนติคผู้หนึ่ง ซึ่งอุทิศชีวิตทั้งชีวิตเพื่อทุ่มเทให้กับงานศิลปะเท่านั้น


Vegetable Gardens in Montmartre
วาดในปี ค.ศ.1887
ขนาดภาพ 96 x 120 ซม.






The White House at Night
วาดในเดือนมิถุนายน ปี ค.ศ.1890
เป็นภาพวาดสีน้ำมันบนพื้นผ้าใบ
ขนาดภาพ 59 x 72.5 ซม.





The Potato Eaters
วาดในปี ค.ศ.1885เป็นภาพวาดสีน้ำมันบนพื้นผ้าใบ
ขนาดภาพ 81.5 x 114.5 ซม.
สถานที่แสดง Rijksmuseum Vincent van Goghเมือง Amsterdam





The night cafe
วาดเมื่อปี ค.ศ.1888
สถานที่แสดง Yale University Art Gallery





La chambre de Van Gogh Arles(Van Gogh's Room at Arles)
วาดเมื่อปี ค.ศ.1889
เป็นภาพวาดสีน้ำมันบนพื้นผ้าใบขนาดภาพ 57 x 74 ซม.
สถานที่แสดง Musee d'Orsay




Entrance to the Public Garden in Arles
วาดเมื่อปี ค.ศ.1888
เป็นภาพวาดสีน้ำมันบนพื้นผ้าใบขนาด 72.5 x 91 ซม.
สถานที่ The Phillips Collectionเมือง Washington, D.C. .





Self-Portrait with Bandaged Ear
วาดภาพเมื่อปี ค.ศ.1889
เป็นภาพวาดสีน้ำมันบนผืนผ้าใบขนาด 60 x 49 ซม.
สถานที่แสดง Courtauld Institute Galleriesกรุงลอนดอน







Trees in the Asylum Garden
วาดภาพเมื่อปี ค.ศ.1889
เป็นภาพวาดสีน้ำมันบนพื้นผ้าใบขนาดภาพ 73 x 60 ซม.
ประเทศสหรัฐอเมริกา



วันเสาร์ที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2553

10 ห้องโปรดในโรงเรียน ที่นักเรียนชอบเข้า



1.ห้องดนตรี - ห้องแห่งเสียงเพลงและทำนอง สำหรับคนที่เรียนวิชาดนตรี ในที่นี้มีทั้งดนตรีไทยและดนตรีสากลนะคะ ห้องดนตรีสากล จะออกแนวบันเทิง เป็นแหล่งฝึกฝนวิชากันไป ส่วนห้องดนตรีไทย ก็ต้องสงบๆ และเคารพกันนิดหนึ่ง

2.ห้องศิลปะ - ห้องนี้สำหรับสร้างสรรค์จินตนาการค่ะ บรรยากาศก็จะอิสระนิดๆ คนที่ชอบวาดนั่นนี่ เข้าห้องนี้แล้วสุขสุดๆ หรือใครเก็บกดอารมณ์อะไรมา แอบมาติสท์แตกในนี้ ก็ถือว่าถูกทาง

3.ห้องคอมพิวเตอร์ - จะชอบมากเวลาพัก หรือเวลาว่าง เพราะชอบเข้าเน็ตมาดูข่าวสารความเคลื่อนไหว ดูรูป ดูคลิปนักร้องสุดที่รัก หรือเข้ามาหาสังคมออนไลน์

4.ห้องโสตทัศนศึกษา - เรียนสั้นๆว่าห้องโสตฯ สำหรับวิชาที่ต้องดูวิดิโอหรือมีฉายสไลด์ บางครั้งเวลาว่างก็อาจขออาจารย์มาเปิดดูหนังดูอะไรพักผ่อนได้บ้าง ยิ่งถ้ามีชุมนุมโสตฯด้วยละก็ จะเป็นชุมนุมที่คนเต็มไวที่สุดเลยไม่รู้ทำไม

5.ห้องพยาบาล - รู้สึกรุมๆ ตัวร้อนๆ ก็แวะไปห้องนี้สักหน่อย ได้กินยา หรือได้นอนพักในห้องนี้ แต่เห็นหลายคนอยากป่วย หรือทำตัวเหมือนป่วย ไปนอนบ่อยๆ


6.ห้องสมุด - ขึ้นชื่อว่าห้องสมุด ต้องรักษาความสงบเงียบอย่างเคร่งครัด เหมาะนักที่จะไปหาสมาธิ หลบลี้หนีจากผู้คน หรือแอบหลับตรงมุมชั้นวางหนังสือก็ยังได้

7.ห้องแลป - ห้องปฏิบัติการทางวิชาวิทยาศาสตร์ ดูน่าเรียนกว่าตอนจำสูตร จำสมการตั้งเยอะ

8.ห้องการงาน(ครัว) - โปรดสุดแล้วพี่น้อง ยิ่งห้องไหนมีวิชาการงานที่ต้องทำอาหาร พิฆาตคนทั้งโรงเรียนได้ด้วยกลิ่นอันหอมหวน จนอยากจะมาเกาะขอส่วนแบ่ง

9.ห้องแนะแนว - ห้องนี้จะได้รับความนิยมสูงสุดจากเด็ก ม.ปลายที่เตรียมแอดมิชชั่น เพราะต้องเข้าไปขอคำปรึกษาจากอาจารย์ในหลายๆเรื่อง บางครั้งก็ไม่ใช่เรื่องเรียนซะทีเดียว แต่เป็นเหมือนห้องปรึกษาปัญหาชีวิตของนักเรียนเลยหล่ะ

10.ห้องน้ำ - พลาดได้ยังไงห้องนี้ ประหนึ่งห้องแห่งสวรรค์ ถ้าไม่มี...ชีวิตนี้คงเศร้า พวกเราจะไปปลดทุกข์กันที่ไหน บางทีก็แอบไปตรวจความเรียบร้อยบนใบหน้า ส่องกระจก โบ๊ะแป้งแต่งหล่อ

วันจันทร์ที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2553

7 เส้นทางตามล่าหาความสำเร็จ


“How to be successful - ทำอย่างไรจึงประสบความสำเร็จ”

1. เริ่มต้นจากพื้นฐานง่ายๆ เช่น ความตั้งใจ ความพยายาม เป้าหมาย และความมุ่งมั่น ไม่ว่าอะไรก็ตามเราต้องทำให้สำเร็จตามความต้องการทุกอย่าง ถ้ายังไม่บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ห้ามท้อถ้อยเป็นอันขาด

2. ความสำเร็จไม่ได้มากับความตั้งใจอย่างเดียว จะต้องมีความยึดมั่นด้วย คือ ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งครั้งเดียวมันยังไม่ค่อยจะเห็นผลนัก ต้องทำซ้ำอีกหลายๆ ครั้ง จนกว่าจะเห็นผล

3. ถ้าเราพยายามที่สุดแล้วเรายังไม่สามารถทำได้สำเร็จได้ ช่วงแรกๆพยายามหลีกเลี่ยงการทำสิ่งเหล่านั้นในที่สาธารณะ ในชั้นเรียน หรืออะไรก็แล้วแต่ ดังนั้นเมื่อคุณอยู่กับตัวเอง จงหมั่นฝึกฝนจนกว่าเราก็จะทำมันได้ดีในที่สุด

4. พยายามให้ถึงที่สุด อย่ายอมแพ้เป็นอันขาด ถ้ายอมล้มเลิกกลางคันเราจะไม่มีวันได้รู้จักคำว่าประสบความสำเร็จเลยแม่แต่วันเดียว

5. ต้องพยายามเอาตัวเองเข้าไปสู่ที่ที่แวดล้อมด้วยคนที่ประสบความสำเร็จ เมื่อเราอยู่ท่ามกลางคนที่ประสบความสำเร็จเราก็จะมีแรงผลักดันที่มากขึ้น และมันจะสนับสนุนให้เราประสบความสำเร็จได้เร็วขึ้น

6. เริ่มจัดทำแผนการ คือ ความสำเร็จที่แท้จริง ไม่ใช่แค่ “เกิดขึ้น” กับใครคนหนึ่งเท่านั้น ไม่ใช่แค่คิดแต่ต้องบังคับตัวเองให้ทำตามแผนการที่จะนำไปสู่ความสำเร็จด้วย

7. รวบรวมความรู้และข้อมูลต่างๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องที่เราอยากจะประสบความสำเร็จให้ได้มากที่สุด ฟัง ศึกษา ทำความเข้าใจ เรียนรู้ เพราะความรู้คือพลังที่จะนำเราไปสู่ความสำร็จได้